|
|
|
ชื่อสถานที่
|
รูปสลักโมอาอิ
: Moai Statues |
| สถานที่ตั้ง |
เกาะอีสเตอร์ |
| ปัจจุบัน |
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ |
|
เกาะอีสเตอร์
ตั้งอยู่ไกลจากฝั่งภาคเหนือของประเทศชิลี (Chile) 2,000
ไมล์ และห่างจาก เกาะปีทเชียน (Pitcain Island) ประมาณ 1,100
ไมล์ อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยาวเพียง
25 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางไมล์ มีคนอาศัยราว 150
คน เกาะนี้เป็นเกาะที่มีภูเขาไฟแต่ปัจจุบันสงบอยู่ ชาวยุโรปพวกแรกที่มาเยือนเกาะนี้คือ
นักเดินเรือพวกดัตช์ และต่อมาก็คือกัปตันเจมส์ คุก แต่ที่กลายเป็นเกาะที่น่าสนใจเพราะมีโบราณวัตถุประหลาดรูปยักษ์ครึ่งตัวไม่ต่ำกว่า
200 ชิ้น สร้างด้วยหินแกะสลักด้วยฝีมือหยาบๆ แต่มีขนาดใหญ่
แหงนมองทท้องฟ้าโดยไม่มีใครทราบสาเหตุและที่มา
แม้จะมีความเห็นขัดแย้งกันมาก
แต่นิยายปรัมปราที่ว่าเกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปซึ่งจมหายไปในมหาสมุทรนั้นยังมีคนเชื่ออยู่มาก
และยังเหลืออยู่ คนรุ่นหลังคิดกันง่ายๆ ว่า คนสมัยนั้นซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะมืดมนคงได้คิดสร้างรูปเทพเจ้า(คนสมัยหลังเห็นเป็นยักษ์)
ไว้คอยดูแล คุ้มครองพืชผลเกรงว่าจะสูญหายตามไปอีก
นักมนุษย์วิทยาสมัยใหม่เชื่อว่าชาวเกาะตะวันออกสืบเชื้อสายมาจากเผ่าโพลีนีเซียนที่เพิ่งสูญพันธ์ไป
เกาะนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ราปานุย เมื่อนายพลเรือยาคอบรอกเจวีนได้ไปพบเข้าในวันเทศกาลอีสเตอร์
ปี ค.ศ. 1722 (อีสเตอร์คือวันฉลองการคืนชีพของพระเยซู) ใน
ค.ศ. 1881 รัฐบาลชิลีได้ผนวกเกาะไว้ในอาณาเขต ชื่อเดิมถูกแปลเป็นภาษาสเปนว่า
อิซา เดอ ปาสกูอา พวกชาวเกาะซึ่งเป็นชาวชิลีได้สงวนบางส่วนของเกาะ
ไว้เป็นสถานที่พักวัวควาย และแกะก่อนส่งออกนอกประเทศ
รูปสลักคนนั่งคุกเข่าจากยุคแรกซึ่งเริ่มประมาณปี
ค.ศ. 380 สลักขึ้นจากหิน และกากแร่ภูเขาไฟหรือหินบะซอลต์
รูปสลักหินในยุคถัดมาหรือยุคกลางเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1100
เป็นรูปสลักที่เรียกว่า "โมอาอิ"(Moai) ที่เห็นโดดเด่นทั่วไปบนเกาะนี้
รูปสลักนี้มีลำตัวส่วนบนเหมือนผู้ชาย ส่วนศีรษะหน้าตาเป็นแบบเดียวกัน
ดวงตา เป็นวัสดุอื่นฝังอยู่ในเนื้อหิน และติ่งหูยาว สูงตั้งแต่
6 ฟุตถึง 30 ฟุต บางรูปมีน้ำหนักถึง 50 ตัน รูปสลักโมอาอิจะตั้งอยู่บนฐานหินที่เรียกว่า
"อาฮู"(Ahu) แต่ละก้อนซึ่งรองรับรูปสลักได้ถึง
12 รูป ในช่วงหลายร้อยปีของยุคกลางนี้ มีการสร้างรูปสลักขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้นเรื่อย
ๆ และต่อมามีการเพิ่มเติมส่วนจุกสีแดง หรือ "พูคาโอ"(Pukao)
บนยอดศีรษะด้วย เชื่อกันว่ารูปสลักแปลกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แทน
หัวหน้าเผ่าผู้ล่วงลับที่กลายเป็นเทพเจ้าไปแล้ว นอกจากรูปแกะสลักเหล่านี้
บริเวณรอบๆ ปรากฎว่าไม่มีอะไรเลยที่เป็นพวกโลหะ หรือวัตถุปั้นหล่อใดๆ
ยุคที่สามหรือยุคหลังเริ่มในราวปีค.ศ.
1680 ตรงกับช่วงเวลาที่ชนพื้นเมืองสองเชื้อชาติ ซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบเกิดทะเลาะ
และทำสงครามกัน การวิวาทอาจเกิดเพราะป่าไม้เริ่มหมด พวกเขาไม่สามารถหาอาหารหาไม้มาต่อเรือได้
สภาพดินก็เริ่มเสื่อมโทรม เมื่อข้าวปลาอาหารลดน้อยลง ชนพื้นเมืองสองเผ่าคือ
พวกหูยาว จากอเมริกาใต้ ที่มีอิทธิพลในสังคมมากกว่า และพวกหูสั้น
จากเกาะ แถบโพลีนีเซียก็เริ่มต่อสู้กัน แต่พวกหูสั้นกลับได้ชัยชนะ
(เล่าสืบกันมาว่าพวกผู้หญิงและเด็กถูกจับกิน) ในระหว่างการต่อสู้
พวกหูสั้นบุกยึดฐานหินได้และโค่นรูปสลักลงมากมาย
|
| ::
อ้างอิง |
http://www.geocities.com/portfori/amazing/World7.htm
สำเนียง มณีกาญจน์ และ สมบัติ จำปาเงิน.ท่องไปในโลกกว้างนำชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก.
กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์,2530
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
พิมพ์ครั้งที่
2 .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540 |
สนใจสนับสนุนเว็บไซต์ตำแหน่งนี้
คลิกที่นี่ |
|
|
|
|
|
|
|